“เร็กเก สกา รัสต้า มนตร์ขลังสุดพิเศษจากดินแดนจาเมกา”
“กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจสักที กอดกันเถิดคนดี สุขทุกนาทีที่เรากอดกัน...”
พลันที่เพลงยอดนิยมของ “ทีโบน” วงเร็กเก้ระดับตำนานถูกขับขาน ด้วยสไตล์ “สกา” หนุ่มสาวหลายสิบชีวิตที่เบียดเสียดกันอยู่ภายใต้ แสงไฟสลัว ก็เปลี่ยนท่าทางที่กำลังยักย้ายโยกตัวเหวี่ยงแขนให้ กลับกลายเป็นอิริยาบถสบายๆปล่อยตัวปล่อยใจให้เคลื่อนไหว ไปอย่างช้าๆ ตามลีลาของจังหวะดนตรี ดูเหมือนว่าในยามนี้ กลิ่นอายของมนตร์เพลงเร็กเก้ สกา จะอบอวลอยู่ในทุกย่านมุม ของเมืองดนตรี และทันทีที่เสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เพอร์คัสชัน กลอง กีตาร์ เบส กลับมาสู่จังหวะคึกคัก เสียงโซโลของเครื่องดนตรี แต่ละชิ้นพาให้หัวใจสูบฉีดเต้นรัวและแรง ความเนิบช้าชวนเคลิบเคลิ้ม ถูกสลัดทิ้งไป คนหนุ่มสาวเเหวี่ยงแขนขา ยักไหล่ โยกเอว กระโดด กระโดด และกระโดด อย่างสนุกสนาน อาจเป็นด้วยจังหวะที่ ชวนให้เคลิ้มฝัน จิตใจล่องลอย และสนุกได้อย่างสุดเหวี่ยงนี้เอง ที่ทำให้ใครต่อใครหลงรักและอยากรู้จัก เร็กเก สกา มนตร์ขลัง สุดพิเศษจากดินแดนจาเมกา
มนตร์รักเพลงสกา ... กว่าจะเป็นเร็กเก้ รัสต้า
ในหน้าประวัติศาสตร์ของดนตรี ไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าบ็อบ มาเลย์ คือตำนานผู้ปลุกให้ชาวอเมริกันและคนทั้งโลกหันมาฟังเพลงเร็กเก้ แต่ก่อนการมาถึงของบ็อบ ก่อนการกำเนิดของเร็กเก้ รากที่แท้จริง นั้นยึดโยงอยู่กับจังหวะดนตรีที่ดิบกว่า สดกว่า เร้าอารมณ์ ได้อย่างรุนแรง ทรงพลังและซื่อตรงยิ่งกว่า จังหวะดนตรีดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “ สกา ” (SKA)
“สกา” เกิดขึ้นจากการหลอมรวมแนวดนตรีอันหลากหลาย ในช่วง ต้นทศวรรษ 1960 ชาวสลัมในย่านเทรนช์ทาวน์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ บ็อบ และแหล่งสลัมอื่นๆ ในประเทศยากจนอย่างจาเมกาจะรับฟังเพลง จากสถานีตามคลื่นวิทยุ พวกเขามี “รถดนตรี” ซึ่งเป็นรถแวนหรือ รถบรรทุกบรรจุแผ่นเสียงจำนวนมากทั้งจากฝั่งอเมริกาและจาเมกา พร้อมด้วยเครื่องเสียงสเตอริโอทันสมัย ทำหน้าที่ตระเวนส่งเสียงเพลง และจัดงานเต้นรำในสถานที่ต่างๆ ตามสลัมเหล่านั้นอย่างสนุกสนาน คลื่นความถี่จากสถานีวิทยุฟลอริดา หลุยส์เซียนา นิวออร์ลีนส์ และคลื่นจากสถานีวิทยุอื่นๆ ในอเมริกาได้รับความนิยมอย่างสูง ชาวจาเมกาหลงใหลในเพลงโซล ท่วงทำนองเฉพาะตัวของ ชาวแอฟริกันผิวดำในสหรัฐอเมริกาซึ่งก็คือดนตรีร็อกแอนด์โรล ที่ผสานเข้ากับริธึมแอนด์บลูส์นั่นเอง พวกเขาจึงคิดค้นจังหวะของ ตนเองขึ้นมาโดยนำร็อกแอนด์โรลผสานเข้ากับดนตรีพื้นเมืองที่ เรียกว่า “เมนโต” ของชาวแอฟริกันในจาเมกา หรือในหลายครั้ง ก็อาจผสานเข้ากับ “คาลิบโซ” ของชาวอเมริกาใต้ โดยเปลี่ยนแปลง จังหวะให้เพิ่มขึ้น กีตาร์เล่นจังหวะยกและมีการเล่นลัดจังหวะ ถือว่าเป็น การแปลความหมายของดนตรีอาร์แอนด์บีอีกรูปแบบหนึ่ง ก่อให้เกิด เป็นจังหวะดนตรีที่แปลก พิเศษ มีเสน่ห์ในตัวเอง จังหวะที่รวดเร็วคึกคัก ของมันแพร่หลายได้รับความนิยม จนกลายเป็นเพลงเต้นรำของ ชาวจาเมกา ทั้งประเทศไปในที่สุด พวกเขาพร้อมใจเรียกดนตรีแนวนี้ว่า “สกา”
ต่อมาในปลายทศวรรษ 1960 จังหวะที่รวดเร็วของดนตรีสกาถูกดึงให้ เนิบช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย ใช้เปียโนและเบสที่มีอิทธิพลดนตรีร็อก เข้ามาและได้ชื่อใหม่ว่า “ร็อก สเตดี” (Rock Steady) หลังการมาถึง ของร็อก สเตดี นั่นเอง คือการกำเนิดขึ้นของ “เร็กเก้” (Reggae) เพลงร็อกในสไตล์จาเมกัน ที่หลายคนมองว่าเป็นการนำร็อกแอนด์โรล มาปรับให้มีลูกเล่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการผสานเข้ากับ ท่วงทำนองพื้นเมืองของจาเมกา คล้ายสกาและ ร็อก สเตดี แต่เร็กเก้ มีจังหวะที่เนิบช้ากว่าแนวดนตรีทั้งสองประเภทนั้น เครื่องดนตรีที่เป็น หัวใจสำคัญของเร็กเก้ คือ กีตาร์ เบส และกลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลองไสตล์แอฟริกันที่เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของจาเมกา ความพิเศษประการหนึ่งของดนตรีเร็กเก้คือ “จังหวะเคาะ” ที่ชวนให้รู้สึก ราวกับต้องมนต์ นั่นคือจังหวะ 1 และ 3 ต่างไปจากร็อกแอนด์โรล ที่มีจังหวะเคาะเป็น 2 และ 4 ซึ่งจังหวะเคาะอันแปลกประหลาด แต่ชวนหลงใหลนี้ ชาวจาเมกาได้รับอิทธิพลมาจากการตีกลอง แบบแอฟริกัน ซึ่งจังหวะเคาะอันแปลกประหลาด แต่ชวนหลงใหลนี้ ชาวจาเมกาได้รับอิทธิพล มาจากการตีกลองแบบแอฟริกัน คำว่า เร็กเก้ นั้น ถูกตั้งขึ้นในปี 1968 โดยโปรดิวเซอร์ชื่อ แคลนซี เอ็คเคิลส์ โดยปรากฏครั้งแรกในผลงาน Do The Reggae ของ ทูทส์ แอนด์ เดอะ เมย์ทัลส์ แต่คนแรกที่ทำให้สกากลายมาเป็นเร็กเก้คือ แจ็คกี มิททู วีรบุรุษของเร็กเก้ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก และผู้ที่ทำให้เร็กเก้แตกยอดแผ่กิ่งก้านสาขาจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ บ๊อบ มาร์ลีย์ ทั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวและทำงานร่วมกับวง เดอะ เวลเลอร์ (The Wailers)
บ็อบ มาร์ลีย์ : รัสต้า ผู้เป็นราชาเร็กเก
Robert Nesta Marley หรือ Bob Marley เป็นลูกครึ่ง Jamaican – English เขาจึงมีสีผิวที่ขาวกว่าเด็กๆ Jamaican ด้วยกัน พ่อเขาเป็นนายทหารชาวอังกฤษวัย 50 นาม “ผู้กอง Norval Marley” ที่ Bob ไม่เคยเห็นหน้า เพราะพ่อหนีจากไปตั้งแต่คืนที่แต่งงาน ทิ้งเขาไว้กับแม่อายุ 17 ปี และคุณตา ในสภาพที่จนและลำบาก แม่และ Bob ย้ายเข้าไปอยู่ในย่านเทรนช์ทาวน์ (Trench town) ย่านหนึ่งใน คิงสตัน (Kingston ) เมืองหลวงของจาเมกา ซึ่งเป็นชุมชนของ คนยากจน หลายเพลงของบ๊อบจึงมีเรื่องราว เกี่ยวกับเมืองและย่านนี้ ที่เทรนช์ทาวน์แห่งนี้เอง Bob ได้ศึกษาดนตรีและกีตาร์ด้วยตัวเอง จากเพื่อนๆ โดยเริ่มจากการร้องในโรงภาพยนตร์ เเละใช้เวลาหลังจาก เลิกเรียนหัดร้องเพลงกับเพื่อนๆเเทนการทำการบ้านจนได้มีโอกาสเรียน รู้ด้านดนตรี จาก โจฮิกส์ ศาสตราจารย์ข้างถนนที่มีความสามารถทาง ดนตรีอย่างเยี่ยมยอด เริ่มก่อตั้งวงดนตรีกับ บันนี เเละ ปีเตอร์ เเมคอินทอช เล่นเพลงป๊อปอเมริกาเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ ในระหว่าง ฝึกฝนด้านดนตรีเเละมีเเผ่นเสียงของตนเองออกจำหน่ายในปี 1962
Bob Marley ทำให้ดนตรีเร็กเกเฟื่องฟูมากที่สุดในทศวรรษที่ 1970 เขาตั้งวงชื่อ "บ็อบ มาร์ลี่ย์ แอนด์ เดอะ เวลเลอร์ส" (Bob Marley and the Wailers)ขึ้น นับเป็นศิลปินเพลงเร็กเกคณะแรกที่โด่งดังไปทั่วโลก ในปี 1975 เขาได้ไปเปิดการแสดงที่ลอสแอนเจลิสจนผู้คนคลั่งไคล้ มาก เพลงฮิตเพลงแรกในอังกฤษคือ No Woman No Cry ในปี 1975 และ Jamming ในปี 1977 และ One Love ในปี 1984
Bob Marley เป็นชายผู้มีพลังทางดนตรีอย่างล้นเหลือเขาตระเวนเล่น คอนเสิร์ตอย่างสม่ำเสมอ ครั้งหนึ่งด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ที่กำลังดุเดือด ระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านในจาเมกา ทำให้เขาถูกลอบยิงก่อนวันแสดงคอนเสิร์ต Smile Jamaican (ปี 1976) 2 วัน ตัวเขาบาดเจ็บพอสมควร แต่ยังยืนยันที่จะขึ้นร้องเพลง เพราะเชื่อว่ามีประชาชนรอเขาอยู่เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งในปี 1978 พลังทางดนตรีก็ฉายชัดอีกครั้ง ท่ามกลางสงครามกลางเมืองย่อมๆ อันเกิดจากความขัดแย้งของ พรรครัฐบาล และ พรรคฝ่ายค้าน ในจาเมกาในขณะนั้น คอนเสิร์ตที่ชื่อ One love, Peace concert จึงกำเนิดขึ้น ด้วยความหวังจะช่วยบรรเทาเหตุการณ์อันเลวร้าย ระหว่างการเล่นเพลง Jammin’ Bob Marley ได้เชิญผู้นำทั้งสองพรรค ขึ้นบนเวที จับมือของทั้งคู่กุมไว้ด้วยกันเหนือหัว แล้วกล่าวว่า
“เพื่อให้โลกเห็นว่าเราสามัคคีกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมพูดไม่เก่ง แต่อยากให้คุณเข้าใจ
MR. Michael Manley และ MR Edward Seaga
เราจะจับมือกันบอกให้โลกรู้ว่า เราจะรวมกันเป็นหนึ่ง เราจะรักกัน”
ไม่ว่าการนำคู่แข่งทางการเมืองมาจับมือกันจะได้ผลเพียงใด แต่ที่โลกได้รับรู้ได้ คือ พลังอำนาจจากดนตรี ในปีนั้น เขาได้รับรางวัล “The United Nations' Peace Medal” จากสหประชาชาติี และในงานรับรางวัลนั้นเอง เขาได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่สื่อ ให้เห็นพลังสันติภาพของดนตรี อย่างชัดเจนและทรงพลัง
“ดนตรีก็คือปืนกระบอกใหญ่ที่สุด แต่มันปลอดภัย เพราะมันไม่ฆ่าใคร ถูกไหม? ต่างจากปืนที่มันจะระเบิดหัวคุณ”
3 ปีต่อมา Bob Marley จากโลกไปในวัย 36 ปี ด้วยโรคมะเร็ง พิธีศพของเขาจัดขึ้นอย่างยิ่งในใน Kingston MR. Michael Manley และ MR Edward Seaga ก็มาร่วมงานด้วยแม้เป็นเวลาเกือบ 3 ทศวรรษแล้ว ที่เขาจากโลกนี้ไป กระนั้นหลายสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเขา ยังคงมีลมหายใจโลดแล่นดำรงอยู่เหนือกาลเวลาไม่ว่าจังหวะทำนอง อันเปี่ยมเสน่ห์ของเพลงเร็กเก้ ผมทรงฟั่นเชือกหรือ Dread Lock สัญลักษณ์ของชาวรัสต้า ลัทธิที่ทรงอิทธิพลต่อบ็อบและคนผิวสี หลายล้านคนในจาเมกา Rasta มาจากชื่อเต็มๆว่า Rastafari เป็นลัทธิและปรัชญาความเชื่อหนึ่ง ที่มีอดีตจักรพรรด์ไฮเลเซลาสซี (Haile Selassie) แห่งเอธิโอเปียเป็นองค์ศาสดา แต่ลัทธินี้มีต้นกำเนิดในประเทศจาเมกา ในหมู่ชนชั้นแรงงาน ชาวไร่ ชาวนา คนผิวดำ ในยุคปี 1930 ผู้ที่นับถือมีความเชื่อว่า อดีตจักรพรรดิ ไฮลี เซลาซี แห่งเอธิโอเปีย คือพระเจ้าที่จุติมาเกิดเป็นมนุษย์ ที่จะมาปลดปล่อยคนแอฟริกันและคนดำจากความเป็นทาส และนำพวกเขาไปสู่ความยุติธรรมในสังคม ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นชาว Rasta หรือผู้ที่หลงใหลดนตรีเร็กเก้ ชอบใช้สีเขียว แดง เหลือง เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งกายเนื่องจากเป็นสีของธงชาติประเทศ เอธิโอเปียนั่นเอง ความหมายของสีทั้งสามอย่างนี้ก็แผกแตกต่าง กันออกไป
สีแดง มีความว่า พระอาทิตย์
สีเหลือง มีความว่า ผืนดิน
สีเขียว มีความหมายว่า ต้นไม้และความอุดมสมบูรณ์
และเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของผู้ชื่นชอบดนตรีเร็กเก้ คือการถักผมทรง Dread-lock(ทรงผมทรงหนึ่งที่เป็นที่นิยมใหมู่คนแคริบเบียน)และกัญชา เป็นที่เชื่อกันว่า ความยาวของ dreadlock เป็นสิ่งที่ชี้วัดความเจนจัด ความปราดเปรื่อง และมากด้วยความรู้ และยังบอกถึงระยะเวลา หรือ ความยาวนานที่ Rastaman คนนั้น ได้หันมานับถือลัทธินี้ ชาวรัสตาที่แท้จึงมิได้ไว้ผมทรงฟั่นเชือกเพียงเพื่อความโก้เก๋ หากเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญแห่งจิตใจ ส่วนกัญชานั้น โดยลัทธิรัสตาฟารีมีความเชื่อว่า กัญชาเป็นสมุนไพรเพื่อทำสมาธิ และใช้ในการเข้าพิธีกรรมในศาสนา ทุกครั้งเมื่อมีการทำพิธีกรรมต่างๆ ชาวรัสตาฟารีจะต้องเสพกัญชาก่อนเสมอ ลัทธิและปรัชญา ความเชื่อแบบ Rastafariได้แพร่หลายไปหลายๆ ที่ในโลกโดยผ่าน เพลงเร็กเก้ของ Bob Marley นักดนตรี นักแต่งเพลงผู้ปวารณา ตนเป็นราชสีห์แห่งจูดาห์ เจ้าป่าผู้อยู่เหนือชีวิตทั้งมวลเฉกเดียวกับ ที่องค์จักรพรรดิและอัครศาสดา แห่งรัสตาฟาเรียนได้รับเกียรตินั้น
แม้การปฏิวัติเรียกร้องสิทธิของคนผิวสี ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เมื่อราวปลายทศวรรษ 1960 จะกลายเป็นอดีตและดำรงอยู่ในฐานะ “บทบันทึกแห่งประวัติศาสตร์” หากแต่ลมหายใจแห่งดนตรีเร็กเก้ ไม่เคยหยุดนิ่ง สกา-เร็กเก้ ที่คล้ายจะโรยราไป ฟื้นคืนกลับมา อย่างน่าจับตาในวันนี้พอจะเป็นเครื่องยืนยันถึงมนตร์ขลังสุดพิเศษ จากดินแดนจาเมกาได้หรือไม่ การเดินทางอันยาวไกลจากดินแดน แห่งทาสมาเกาะกุมหัวใจให้คนทั่วทุกมุมโลกหลงใหลโยกย้ายไปตาม พลังแห่งเสียงดนตรี รัสต้าแมน รัสต้าเกิร์ล ในวันนี้ไม่จำเป็นต้องแบก รับอุดมการณ์การปลดปล่อยของคนผิวสีอีกต่อไป หากแต่มนตร์เพลง เร็กเก สกา ก็ยังคงอบอวล ไปด้วยกลิ่นหอม ของความอิสระเสรี เมื่อเสียงเพลงบรรเลงครั้งใดเราก็พร้อมจะกอดคอคล้องแขน แล้วพาหัวใจล่องลอยไปด้วยกัน |